จังหวัดบึงกาฬ

จังหวัดบึงกาฬ ( จังหวัดที่ ๗๗ ของประเทศไทย )

จังหวัดบึงกาฬ แยกออกจาก จ.หนองคาย เนื่องจากมีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นจังหวัดใหม่คือ มี 8 อำเภอประกอบด้วย อ.บึงกาฬ อ.เซกา อ.โซ่พิสัย อ.พรเจริญ อ.ปากคาด อ.บึงโขงหลง อ.ศรีวิไล และ อ.บุ่งคล้า มีประชากรเกือบ 4 แสนคน   มีความพร้อมเรื่องสาธารณูปโภคทั้งศาลากลาง อำเภอ สำนักงานอัยการ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ แขวงการทาง สถานีตำรวจน้ำ

เป็นจังหวัดที่มีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ แวดล้อมไปด้วยภูเขา น้ำตก ที่สวยงาม เช่น น้ำตกเจ็ดสี, น้ำตกตากชะแนน ที่อยู่ภายในอุทยานแห่งชาติภูวัว อีกทั้งอำเภอบึงกาฬยังมีส่วนที่ติดกับแม่น้ำโขง ตลอดริมแนวชายฝั่ง

จังหวัดบึงกาฬ ภูมิอากาศที่จังหวัดบึงกาฬที่นี้ดีมาก เพราะได้ผลจากแม่น้ำโขงทำให้ไม่ร้อนมากในช่วงหน้าร้อน หน้าหนาวก็อากาศดีน่าท่องเที่ยวและพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง สังเกตุได้จากที่พักบึงกาฬ จะเต็มอยู่ตลอดเวลาในช่วงเทศกาลสำคัญๆ

ประเพณีวัฒนธรรมของจังหวัดบึงกาฬ ได้รับการสืบทอดมาอย่างรุ่นต่อรุ่นอย่างไม่ขาดหาย เพราะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างดี เทศกาลต่างๆ ของจังหวัดบึงกาฬ เช่น เทศกาลบุญบั้งไฟ, เทศกาลสงกรานต์

อัธยาศัยของคนจังหวัดบึงกาฬนั้นเป็นกันเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อาหารการกินนั้นจะอยู่ในพวกประเภทของปลา เพราะอยู่ติดแม่น้ำโขงทำให้สามารถหาปลาได้อย่างง่ายดาย

สถานที่สำคัญของจังหวัดบึงกาฬ เจ้าแม่สองนาง หลวงพ่อใหญ่ วัดโพธาราม หนองกุดทิง(พื้นที่ชุ่มน้ำ) หาดทรายบึงกาฬ โรงเรียนบึงกาฬ วัดอาฮง องการบริหารส่วนตำบลบึงกาฬ โรงพยาบาลบึงกาฬ ศาลจังหวัดบึงกาฬ


                              ภาพริมฝั่งโขง บึงกาฬ

ประวัติความเป็นมาอำเภอบึงกาฬ
อำเภอบึงกาฬ เดิมเป็นตำบลหนึ่งในเขตการปกครองของอำเภอชัยบุรี จังหวัดนครพนม  ซึ่งมีที่ว่าการอำเภอ ตั้งอยู่ที่บริเวณปากน้ำสงคราม ต่อมาไม่ทราบชัดว่าปีใด ทางราชการได้ย้ายที่ว่าการอำเภอมาตั้งที่บึงกาญจน์ริมฝั่ง  ตรงข้ามเมืองปากซัน  แขวงบลิคำไซ  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวปี   พ.ศ.2459  ทางราชการ ก่อสร้าง ที่ว่าการอำเภอขึ้นใหม่และโอนการปกครองอำเภอชัยบุรีมาขึ้นกับจังหวัดหนองคาย  ส่วนบริเวณที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอชัยบุรีเดิมนั้น ทางราชการยุบมาเป็นตำบลอยู่ในเขตการปกครอง ของอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
     
ปี พ.ศ.2475 ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยท่านหนึ่งเดินทางมาตรวจราชการที่อำเภอชัยบุรี พบว่า หมู่บ้านบึงกาญจน์ มีหนองน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง  กว้างประมาณ 160 เมตร  ยาวประมาณ 3,000 เมตร ชาวบ้าน เรียก “บึงกาญจน์” เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป  ทางการจึงเปลี่ยนชื่ออำเภอชัยบุรีเป็น “อำเภอบึงกาญจน์” ตั้งแต่นั้นมา

ต่อมาปี พ.ศ.2477 ทางการได้เปลี่ยนชื่อ อำเภอบึงกาญจน์ เป็น”อำเภอบึงกาฬ” เพื่อความสะดวกและ เข้าใจง่าย   ต่อมาได้แยกอำเภอเซกา  อำเภอพรเจริญ  อำเภอศรีวิไล  และ อำเภอบุ่งคล้า ออกจากอำเภอ บึงกาฬ  ตามลำดับ

ปัจจุบันที่ว่าการอำเภอบึงกาฬ   ตั้งอยู่ที่บ้านบึงกาฬ  หมู่ที่ 1   ตำบลบึงกาฬ   ห่างจากตัวจังหวัด ไปทางทิศตะวันออกประมาณ  136  กิโลเมตร   มีพื้นที่ปกครองทั้งหมด  673.262   ตารางกิโลเมตร โดย แบ่งการปกครองออกเป็น  2 ส่วน  ได้แก่  การปกครองส่วนภูมิภาคแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 12 ตำบล 121 หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลบึงกาฬ ตำบลวิศิษฐ์ ตำบลไคสี  ตำบลหอคำ  ตำบลหนองเลิง  ตำบลหนองเข็ง ตำบลโนนสมบูรณ์ ตำบลนาสวรรค์ ตำบลคำนาดี ตำบลโคกก่อง ตำบลชัยพร และตำบลโป่งเปือย

การปกครองส่วนท้องถิ่น  ประกอบด้วยสุขาภิบาล  1  แห่ง  คือ สุขาภิบาลบึงกาฬ มีองค์การบริหาร ส่วนตำบล (อบต.) ครบทุกตำบล ยกเว้นตำบลโป่งเปือยที่ยังเป็นสภาตำบล รอการประกาศยกฐานะขึ้นเป็น อบต. ในอนาคต

คำขวัญประจำอำเภอบึงกาฬ
สองนางศาลศักดิ์สิทธ์     อิทธิฤทธิ์หลวงพ่อใหญ่
แหล่งน้ำใสหนองกุดทิง   สุดใหญ่ยิ่งแข่งเรือยาว
หาดทรายขาวเป็นสง่า    น่าทัศนาแก่งอาฮง
งามน้ำโขงที่บึงกาฬ       สุขสำราญที่ได้ยล

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดลพบุรี

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดลพบุรี

วงเวียนเทพสตรี ( วงเวียนพระนารายณ์ )

ตั้งอยู่กลางวงเวียนเทพสตรีใกล้ศาลากลางจังหวัดลพบุรี เป็นสถานที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี ตั้งอยู่ในบริเวณหัวถนนนารายณ์มหาราชก่อนเข้าสู่ย่านตัวเมือง แต่ชื่อวงเวียนจริง ๆ นั้นชื่อ วงเวียนเทพสตรี เป็นสถานที่ที่ชาวลพบุรีและบุคลลทั่วไปให้การเคารพนับถือมาก มีลักษณะเป็นวงเวียนขนาดใหญ่ วัตุประสงค์ของการสร้างคือเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ผู้ซึ่งบุกเบิกและพัฒนาเมืองลพบุรีให้มีความเจิริญในทุกๆด้าน และมีพระคุณอเนกอนันต์ต่อชาติบ้านเมือง   โดยรอบวงเวียนเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการหลายแห่ง เช่น ศาลากลางจังหวัดลพบุรี ที่ว่าการอำเภอเมืองลพบุรี ,องค์การบริหารส่วนจังหวัด , สถานีตำรวจภูธรลพบุรี , โรงเรียนเมืองใหม่, ไปรษณีย์พระนารายณ์ ฯลฯ คนท้องถิ่นจะคุ้นเคยกับการเรียกวงเวียนแห่งนี่ว่า “วงเวียนพระนารายณ์ฯ” หากว่าเราเดินทางมาจากจังหวัดสระบุรีเพื่อเข้าเมืองลพบุรีเราจะเห็นพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งตระหง่าน เหมือกับเป็นประตูสู่เมืองลพบุรีก็ว่าได้ และด้านหลังพระบรมรูปฯ ก็จะเป็นที่สำหรับจอดรถ

ศาลพระกาฬ

ตั้งอยู่ริมทางรถไฟด้านทิศตะวันออกของพระปรางค์สามยอด ตำบลท่าหิน เป็นเทวสถานเก่าของขอม สร้างด้วยศิลาแลงเรียงซ้อนกันเป็นฐานสูง จึงเรียกกันมาแต่ก่อนอีกชื่อหนึ่งว่า “ศาลสูง” ที่ทับหลังซึ่งทำด้วยศิลาทรายสลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16 วางอยู่ติดฝาผนังวิหารหลังเล็กชั้นบน ณ ที่นี้ได้พบหลักศิลาจารึกแปดเหลี่ยมจารึกอักษรมอญโบราณด้วย
    ส่วนด้านหน้าเป็นศาลที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2494 โดยสร้างทับบนรากฐานเดิมที่สร้างไว้ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภายในวิหารประดิษฐานพระนารายณ์ยืน ทำด้วยศิลา 2 องค์ องค์เล็กเป็นแบบเทวรูปเก่าในประเทศไทย องค์ใหญ่เป็นประติมากรรมแบบลพบุรี แต่พระเศียรเดิมหายไป ภายหลังมีผู้นำพระเศียรพระพุทธรูปศิลาทรายสมัยอยุธยามาสวมต่อไว้ เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป

ปรางค์สามยอด

เป็นปราสาทขอม 3 องค์ เชื่อมต่อกันด้วยมุขกระสัน (อันตรละ) โดยวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ หันหน้าสู่ทิศตะวันออก ปราสาทประธานมีความสูงใหญ่กว่าอีก 2 องค์ โครงสร้างของปราสาททำจากศิลาแลงฉาบปูน มีการประดับประดาตามส่วนต่างๆ ของปราสาทด้วยปูนปั้น อันเป็นลักษณะของงานสถาปัตยกรรมในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ครองราชย์ พ.ศ. 1724 – ประมาณ 1757) ที่นิยมใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุในการก่อสร้าง เช่น ปรางค์พรหมทัตที่ปราสาทพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งประดิษฐานพระรูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทวัดกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี ที่สร้างเป็นปราสาทศิลาแลง 3 องค์เรียงกันในลักษณะเดียวกับพระปรางค์สามยอด และปรางค์องค์กลางของวัดพระพายหลวง จังหวัดสุโขทัย เป็นต้น

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

เป็นเขื่อนที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านแก่งเสือเต้น ตำบลหนองบัว เป็นเขื่อนดินที่มีสันเขื่อนยาวที่สุดในประเทศไทย ช่วยกักเก็บน้ำจากแม่น้ำป่าสัก ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ในจังหวัดเลย เขื่อนนี้สร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสำเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อป้องกันอุทกภัย และเป็นประโยชน์ต่อการเกษตร การอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่จังหวัดลพบุรี สระบุรีและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนั้นในบริเวณเขื่อนยังมีพิพิธภัณฑ์ลุ่มน้ำป่าสัก ที่แสดงความเป็นมาของเขื่อน และความรู้ด้านธรรมชาติ
 
                   จังหวัดลพบุรี                  
 
 

  

 

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ประวัติโรงเรียนเมืองใหม่ ฯ

ประวัติโรงเรียนเมืองใหม่ (ชลอราษฎร์รังสฤษฏ์)

ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดลพบุรีทางด้านทิศตะวันออกของวงเวียนเทพสตรีซึ่งเป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ถนนพหลโยธิน ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เริ่มก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2495 สังกัดกองประถมศึกษา กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มีเนื้อที่ 16 ไร่ 1งาน โดยมีนายชลอ วนะภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีและประชาชนในพี้นที่ร่วมกัน เปิดทำการสอนในปีการศึกษา 2497 นายอภัย จันทวิมล อธิบดีกรมสามัญศึกษา ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2497 นายพิสันฑ์ แสนทวี เป็นครูใหญ่ มีอาคารเรียนแบบ ป.มาลากุล 6 ห้องเรียนมีนักเรียน 152 คน ครู 6 คน และมีผู้บริหารสถานศึกษาต่อมาดังนี้

 

พ.ศ. 2512 นายอาคม จันทสุนทร
ครูใหญ่
พ.ศ. 2514 นายแสวง นิลพงษ์
ครูใหญ่
พ.ศ. 2518 นายแสวง ผลฉาย
อาจารย์ใหญ่และผู้อำนวยการ
พ.ศ. 2540 นายบุญสืบ ใจประเสริฐ
ผู้อำนวยการ
พ.ศ. 2543 นายธวัชชัย เกษรสุคนธ์
ผู้อำนวยการ
พ.ศ. 2551 นายอภิศักดิ์ พาณิชย์กุล
ผู้อำนวยการ
พ.ศ. 2553 นายอาคม เตียประเสริฐ
ผู้อำนวยการ

 

       ปัจจุบันสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

          วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๒ ได้รับการรับรองเป็นโรงเรียนดีใกล้บ้าน ( ในฝัน รุ่น ๒)

เป็นโรงเรียนต้นแบบใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑

เพลงมาร์ชชลอฯ

คำร้องและทำนองโดย ดร.อาคม จันทสุนทร

สถาบันอันเราร่วมแหล่งใจ สมานฤทัยกันไว้แน่นเหนียว ณ ถิ่นนี้ที่พวกเราเข้ากลมเกลียว อันหนึ่งอันเดียวคือพวงเราชาวชลอฯ

สถาบันอันเป็นแหล่งวิชา ทุกคนมาตั้งใจไม่ทดถ้อ เรียนร่ำไปเรียนเท่าใดไม่เพียงพอ เพราะลูกชลอฯใจรักเรียนทุกคน

เราเกรียงไกรในการกีฬา ที่ได้มาร่วมกันหมั่นฝึกฝน มารยาทเรียบร้อยถ้วนทุกคน ทุกแห่งหนใครได้เห็นเป็นประทับใจ

สีชมพูนั่นคือสื่อสัมพันธ์ ซึ่งใจกันไม่เคยหวั่นไหว เราจากกันพลันก็รู้อยู่แห่งไหน เพราะว่าน้ำใจเราผูกไว้ในชลอฯ

ที่มา http://www.mmlop.lopburi1.net/

 

 

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

เพลงวันแม่

เพลง อิ่มอุ่น                                                             

อุ่นใดๆ โลกนี้มิมีเทียบเทียม
อุ่นอกอ้อมแขนอ้อมกอดแม่ตระกอง
รักเจ้าจึงปลูก รักลูกแม่ย่อมห่วงใย
ไม่อยากจากไปไกล แม้เพียงครึ่งวัน
ให้กายเราใกล้กัน ให้ดวงตาใกล้ตา
ให้ดวงใจเราสองเชื่อมโยงผูกพัน

อิ่มใดๆ โลกนี้มิมีเทียบเทียม
อิ่มอกอิ่มใจ อิ่มรักลูกหลับนอน
น้ำนมจากอก อาหารของความอาทร
แม่พร่ำเตือนพร่ำสอน สอนสั่ง
ให้เจ้าเป็นเด็กดี ให้เจ้ามีพลัง
ให้เจ้าเป็นความหวังของแม่ต่อไป

ใช่เพียงอิ่มท้อง
ที่ลูกร่ำร้องเพราะต้องการไออุ่น
อุ่นไอรัก อุ่นละมุน
ขอน้ำนมอุ่นจากอกให้ลูกดื่มกิน

เพลง เรียงความเรื่องแม่

คุณครูสั่งให้เขียน เรียงความเรื่องแม่ฉัน
บอกให้ส่งให้ทันวันพรุ่งนี้
มันยากจัง ทำไม่ใหว
หนูแม่ไม่มี แล้วจะเขียนให้ดียังไง

เป็นห่วงก็ไม่รู้ ดูแล ก็ไม่คุ้น
กอดแม่อุ่นจริงๆ มันจริงไหม
พร้อมหน้ากัน ทานอาหาร
เคยมีแค่ฝันไป ไม่มีเพลงกล่อมใดไม่มี

ห่มผ้าไม่เคยอุ่นเลย กอดหมอน
ไม่เคยอุ่นใจ นอนหลับไปอย่างเดียวดายทุกที
ไม่มีอะไรจะเขียนให้ครูได้อ่านพรุ่งนี้
บนหน้ากระดาษก็เลอะน้ำตา

ถ้าแม่ฟังอยุ่ไม่ว่าแม่อยุ่ใหนไม่ว่าแม่เป็นใคร
ช่วยส่งรักกลับมา ถ้าแม่ไม่อยุ่ คิดถึงหนูหน่อยนะ
หนูขอสัญญาว่าหนูจะเป็นเด็กดี

เป็นห่วงก็ไม่รู้ ดูแล ก็ไม่คุ้น
กอดแม่อุ่นจริงๆ มันจริงไหม
พร้อมหน้ากัน ทานอาหาร
เคยมีแค่ฝันไป ไม่มีเพลงกล่อมใดไม่มี

ห่มผ้าไม่เคยอุ่นเลย กอดหมอน
ไม่เคยอุ่นใจ นอนหลับไปอย่างเดียวดายทุกที
ไม่มีอะไรจะเขียนให้ครูได้อ่านพรุ่งนี้
บนหน้ากระดาษก็เลอะน้ำตา

ถ้าแม่ฟังอยุ่ไม่ว่าแม่อยุ่ใหนไม่ว่าแม่เป็นใคร
ช่วยส่งรักกลับมา ถ้าแม่ไม่อยุ่ คิดถึงหนูหน่อยนะ
หนูขอสัญญาว่าหนูจะเป็นเด็กดี

เพลงใครหนอ

ใครหนอรักเราเท่าชีวี ใครหนอปรานีไม่มีเสื่อมคลาย
ใครหนอรักเราใช่เพียงรูปกาย รักเขาไม่หน่ายไม่คิดทำลายใครหนอ
ใครหนอรักเราเท่าทรวงใน ใครหนอเอาใจปลอบเราเรื่อยมา
ใครหนอรักเราดังดวงแก้วตา รักเขากว้างกว่าพื้นพสุธานภากาศ
จะเอาโลกมาทำปากกา แล้วเอานภามาแทนกระดาษ
เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด ประกาศพระคุณไม่พอ
ใครหนอรักเราเท่าชีวัน ใครหนอใครกันให้เราขี่คอ
ใครหนอชักชวนดูหนังสี่จอ รู้แล้วละก็อย่ามัวรั้งรอทดแทนบุญคุณ
จะเอาโลกมาทำปากกา แล้วเอานภามาแทนกระดาษ
เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด ประกาศพระคุณไม่พอ
ใครหนอรักเราเท่าชีวัน ใครหนอใครกันให้เราขี่คอ
ใครหนอชักชวนดูหนังสี่จอ รู้แล้วละก็อย่ามัวรั้งรอทดแทนบุญคุณ

เพลงค่าน้ำนม

*……..แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง  
ที่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล  
แม่..เราเฝ้าโอ้ละเห่  
กล่อมลูกน้อยนอนเปลไม่ห่างหันเห ไปจนไกล  
..แต่เล็กจนโตโอ้แม่ถนอม
แม่ผ่ายผอมย่อมเกิดจากรักลูกปักดวงใจ  
เติบ โตโอ้เล็กจนใหญ่  
นี่แหละหนาอะไร มิใช่ใดหนาเพราะค่าน้ำนม  
..ควร คิดพินิจให้ดี
ค่าน้ำนมแม่นี้  
จะมีอะไรเหมาะสม  
โอ้ว่าแม่จ๋า ลูกคิดถึงค่าน้ำนม  
เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน  
..ค่าน้ำนมควรชวนให้ลูกฝัง
แต่เมื่อหลังเปรียบดังผืนฟ้าหนักกว่าแผ่นดิน  
บวช เรียนพากเพียรจนสิ้น
หยดหนึ่งน้ำนมกิน ทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย ..*0*

ที่มา http://www.siamzone.com/

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

วันแม่แห่งชาติ

Mother’s Day : วันแม่แห่งชาติ

              วันแม่แห่งชาติ หรือ วันแม่ แต่เดิมนั้นคือวันที่ 15 เมษายนของทุกๆ ปี และได้มีการจัดงาน วันแม่แห่งชาติขึ้นครั้งแรกในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2493 ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2519 ทางราชการได้เปลี่ยนจัดงาน

วันแม่ใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็น วันแม่แห่งชาติซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม

            ทั้งนี้ เมื่อวันแม่แห่งชาติ ของทุกๆ ปีเวียนมาถึง หน่วยงานต่างๆ ก็จะมีการจัดกิจกรรมวันแม่เนื่องในวันแม่แห่งชาติ12 สิงหาคม ไม่ว่าจะเป็นการประกวดทำ การ์ดวันแม่ กลอนวันแม่ คำขวัญวันแม่ เรียงความแม่รวมถึงประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติใน วันแม่แห่งชาติ

ที่มา  http://glitter.kapook.com/content.php?lang=th&id=15547&category_id=27

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ประวัตส่วนตัว

สวัสดีค่ะดิฉันชื่อ ด.ญ.  วริษฐา  ดาวใส ♣

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น